สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด
     Please wait..........
สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด
เกี่ยวกับหน่วยงาน
หน้าแรก
ประวัติสหกรณ์ฯ
วิสัยทัศน์
ที่ตั้งสหกรณ์
คณะกรรมการ
เจ้าหน้าที่
ผลการดำเนินงาน
แผนที่
อัตราดอกเบี้ย/ปันผล

บริการของเรา
การเข้าเป็นสมาชิก
การถือหุ้น
การให้เงินกู้
การรับฝากเงิน
Webboard




จำนวนผู้เข้าชม Website


แรกทีเดียวสหกรณ์นี้ชื่อว่า "สหกรณ์ครูนครราชสีมา จำกัดสินใช้" ประเภทออมทรัพย์และเครคิตสำหรับคนมีเงินเดือนตามใบสำคัญจดทะเบียนหมายเลข 6/10663 ของ กระทรวงสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2500 ต่อมาวันที่ 9 เม.ย. 2512 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สหกรณ์ครูนครราชสีมา จำกัด " ประเภท "สหกรณ์การธนกิจ"
     ณ ที่นี้ต้องตรารายนามบุคคลสำคัญในฐานะ "คณะผู้ก่อการ" ว่าในช่วงปลายปี 2499 ได้มีการดำริที่จะจัดตั้งสหกรณ์ครูขึ้น ในจังหวัดที่มี วีรสตรีอันยิ่งใหญ่
    ในวันที่ 4 พ.ย. 2499 วันนั้นคณะผู้ก่อตั้งทั้ง 68คนได้จัดประชุมที่ ห้องโรงเรียนสุรนารี โดยมี ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน ที่ประชุมได้เลือกบุคคล 10 คน เป็นผู้ลงชื่อขอ จดทะเบียนสหกรณ์ คือ นาย จันทร์ สิทธิประณีต (ศึกษาธิการจังหวัด ) นาย เสถียร น.ภัทรมูล น.ส. ลาวัลย์ ถนองจันทร์ นาย คิด เลิศสิริก้องสมุทร นาง วัลลภา นุกูลชิต นาย จันทร์ ทองอิสาน นาย ชำนิ อุณาพรหม นาย อุทิศ สิงหเรศร์ นาย กุดั่น พินิจไชย และ น.ส.ถนอมจิตต์ สุคนธนารถ
    สหกรณ์ครูนครราชสีมา จำกัดสินใช้ ที่ทำงานครั้งแรกใช้ที่ชั้นบนของ ห้องพัสดุสำนักงาน ศึกษาธิการ จังหวัดนครราชสีมา ในปี 2508 ได้สร้างอาคาร ส.ค.ล. ขนาด 2 ชั้นในที่ดิน ราชการพัสดุ ชั้นบนใช้เป็นที่ทำการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ชั้นล่างเป็นสำนักงานสหกรณ์ ต่อมาในปี 2512 จังหวัดต้องการใช้ที่ดินสร้าง ที่ว่าการอำเภอเมืองนครราชสีมา คณะกรรมการ ดำเนินการจึงให้รื้อ และไปสร้างใหม่ ที่ราชพัสดุ ถนน มหาดไทย ชั้นบนใช้เป็นที่ทำการ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ชั้นล่างเป็นสำนักงานสหกรณ์
   ข้อบังคับฉบับแรก(2500)ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการชุดแรกประกอบด้วยศึกษาธิการจังหวัดเป็นประธานโดยตำแหน่งผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด เป็นเหรัญญิก โดยตำแหน่งเช่นเดิม และคณะกรรมการอื่นอีก 21 คน คณะกรรมการชุดต่อมาประกอบ ด้วยคณะกรรมการโดยตำแหน่ง เช่นเดิม และมีกรรมการอื่นอีก ไม่น้อยกว่า 7 คนแต่ไม่เกิน 25 คน ข้อบังคับฉบับที่ 2 (2511)ยังคง เช่นเดิม แต่เมื่อมีการใช้ ข้อบังคับฉบับที่3 (2512) ได้ทำการยกเลิกกรรมการโดยตำแหน่ง และ กำหนดให้มี คณะกรรมการดำเนินการระหว่าง 9 - 28 คน และได้มีการแก้ไขเพิ่มจำนวนไม่เกิน 45 คน จนกระทั่งในปี 2542 ได้กำหนดให้มีประธานกรรมการ ได้ไม่เกิน 14 คน
   ในช่วง 5 ทศวรรษของสหกรณ์ที่วันนี้ได้กลายเป็นสถาบันการเงินที่ ใหญ่มากในประเทศ 

 

ประวัติสหกรณ์ไทย

         การสหกรณ์ในประเทศไทย มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจาก เมื่อประเทศไทยได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ มากขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ระบบเศรษฐกิจของชนบทก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจ แบบเพื่อเลี้ยงตัวเองมาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเพื่อการค้า ความต้องการเงินทุนในการขยายการผลิตและการครอง
ชีพจึงมีเพิ่มขึ้น ชาวนาที่ไม่มีทุนรอนของตนเองก็หันไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง
และยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุนทุกวิถีทางอีกด้วย ชาวนาจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา
ทำนาได้ข้าวเท่าใด ก็ต้องขายใช้หนี้เกือบหมด นอกจากนี้การทำนายังคงมีผลผลิตที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับ สภาพดินฟ้าอากาศ ถ้าปีไหน ผลผลิตเสียหายก็จะทำให้หนี้สินพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆจนลูกหนี้บางรายต้องโอน
กรรมสิทธิ์ในที่นาให้แก่เจ้าหนี้ และกลายเป็นผู้เช่านา หรือเร่ร่อนไม่มีที่ดินทำกินไปในที่สุด
         จากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนาในสมัยนั้น ทำให้ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือ ด้วยการจัดหา
เงินทุนมาให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำความคิดนี้ได้เริ่มขึ้นในปลายรัชกาลที่ 5 โดยกำหนดวิธีการที่จะช่วยชาวนาในด้านเงินทุนไว้ 2 วิธี คือ
                       วิธีที่ 1 จัดตั้งธนาคารเกษตรเพื่อให้เงินกู้แก่ชาวนา แต่ขัดข้องในเรื่องเงินทุนและหลักประกัน
เงินกู้ ความคิดนี้จึงระงับไป
                       วิธีที่ 2 วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน วิธีนี้เกิดจากรัฐบาลโดยกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปัจจุบันคือ กระทรวงการคลังได้เชิญเซอร์เบอร์นาร์ด ฮันเตอร์ หัวหน้าธนาคารแห่งมัดราช ประเทศอินเดีย
เข้ามาสำรวจหาลู่ทางช่วยเหลือชาวนาได้เสนอว่าควรจัดตั้ง "ธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติ" ดำเนินการให้กู้ยืมแก่
ราษฎร โดยมีที่ดินและหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพื่อป้องกันมิให้ชาวนาที่กู้ยืมเงินทอดทิ้ง ที่นาหลบหนี้สิน ส่วนการควบคุมเงินกู้และการเรียกเก็บเงินกู้ ท่านได้แนะนำให้จัดตั้งเป็นสมาคมที่เรียกว่า "โคออเปอราทีฟ โซไซตี้" (Cooperative Society) โดยมีหลักการร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ซึ่งคำนี้พระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณได้ทรงบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า "สมาคมสหกรณ์" จึงกล่าวได้ว่าประเทศไทยเริ่มศึกษาวิธีการสหกรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2457 แต่ก็ยังมิได้ดำเนินการอย่างไร
จนกระทั่งในปี 2458 ได้มีการเปลี่ยนกรมสถิติพยากรณ์เป็นกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ประกอบด้วย
ส่วนราชการ 3 ส่วน คือ การพาณิชย์ การสถิติพยากรณ์ และการสหกรณ์

          การจัดตั้งส่วนราชการสหกรณ์นี้ ก็เพื่อจะให้มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นและ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ในฐานะทรงเป็นอธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ ขณะนั้นได้ทรงพิจารณาเลือกแบบอย่างสหกรณ์เครดิตที่จัดกันอยู่ในต่างประเทศหลายแบบ ในที่สุดก็ทรงเลือก
แบบไรฟ์ไฟเซนและทรงยืนยันไว้ใน รายงานสหกรณ์ฉบับแรกว่า "เมื่อได้พิจารณาละเอียดแล้วได้ตกลงเลือก สหกรณ์ชนิดที่เรียกว่าไรฟ์ไฟเซน ซึ่งเกิดขึ้นในเยอรมันก่อน และซึ่งมุ่งหมายที่จะอุปถัมภ์คนจนผู้ประกอบกสิกรรม
ย่อมๆเห็นว่าเป็นสหกรณ์ชนิดที่เหมาะสม ที่สุดสำหรับประเทศไทย" จากการที่พระองค์ท่านทรงเป็นผู้บุกเบิก ริเริ่มงานสหกรณ์ขึ้นในประเทศไทยบุคคลทั้งหลายในขบวนการสหกรณ์จึงถือว่าพระองค์ทรงเป็น
"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"
          
           สำหรับรูปแบบของไรฟ์ไฟเซนก็คือ สหกรณ์เพื่อการกู้ยืมเงินที่มีขนาดเล็ก สมาชิกจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้สะดวกแก่การควบคุม
ท้องที่ที่ได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งสหกรณ์ คือ จังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากเป็นจังหวัด ที่มีผู้คนไม่หนาแน่นและเป็นราษฎรที่เพิ่งอพยพมาจากทางใต้ จึงต้อง
การช่วยเหลือผู้อพยพซึ่งประกอบ อาชีพการเกษตร ให้ตั้งตัวได้รวมทั้งเพื่อเป็นการชักจูงราษฎรในจังหวัดอื่นทีมีผู้คนหนาแน่นให้ อพยพมาในจังหวัดนี้
และเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ ต่อมากรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์จึงได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ ์ หาทุนขึ้น ณ ท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกเป็น
แห่งแรกใช้ชื่อว่า"สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้" โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459
  
มีพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ พระองค์แรก นับเป็นการเริ่มต้นแห่ง การสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์
           ในระยะแรกตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้มีสมาชิกจำนวน 16 คน ทุนดำเนินงาน 3,080 บาท ซึ่งเป็นเงิน จากค่าธรรมเนียมแรกเข้า 80 บาท และเงินทุนจำนวน 3,000 บาท ได้อาศัยเงินกู้จากแบงค์ สยามกัมมาจล จำกัด ซึ่งก็คือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน โดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นผู้ค้ำประกัน และเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี คิดดอกเบี้ยจากสมาชิกในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีกำหนดให้ สมาชิก ส่งคืนเงินต้นในปีแรกจำนวน1,300 บาท แต่เมื่อครบกำหนดสมาชิกส่งคืนเงินต้นได้ถึง 1,500 บาท ทั้งส่งดอกเบี้ยได้ครบทุกรายแสดงให้เห็นว่าการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ไขความเดือดร้อน
ของชาวนาได้ผล และจากความสำเร็จของสหกรณ์วัดจันทร์ดังกล่าวรัฐบาลจึงได้คิดขยายกิจการสหกรณ์ไปยัง
จังหวัดอื่นๆ
            แต่การจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกนั้น นอกจากจะมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนแล้วยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมาย
ด้วยเพราะพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคม พ.ศ. 2459 ทำให้การจัดตั้งสหกรณ์ไม่กว้างขวางพอที่จะขยาย
สหกรณ์ออกไปหากจะให้การจัดตั้งสหกรณ์เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงจะต้องออกกฎหมายควบคุมให้มี
ขอบเขตกว้าง ดังนั้นในเวลาต่อมาทางราชการจึงได้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมสมาคม พ.ศ. 2459
แล้วประกาศใช้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471นับเป็นกฎหมายสหกรณ์ฉบับแรก พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เปิดโอกาสให้มีการรับจดทะเบียนสหกรณ์ประเภทอื่นๆ จากนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2471อีก 3 ครั้ง นับว่าการประกาศให้พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 ช่วยให้การจัดตั้งสหกรณ์ได้ขยายออกไปอีกมาก
             ปี พ.ศ. 2478 มีการริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์เช่าซื้อที่ดินที่จังหวัดปทุมธานีและได้จัดตั้งสหกรณ์ประเภทใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายประเภท เช่น สหกรณ์บำรุงที่ดินสหกรณ์ค้าขาย สหกรณ์นิคมฝ้าย สหกรณ์หาทุนและบำรุงที่ดิน ในปี
พ.ศ. 2480
ร้านสหกรณ์ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ชื่อว่า ร้านสหกรณ์บ้านเกาะจำกัดสินใช้
มีสมาชิกแรกตั้ง279 คน และได้มีการจัดตั้งร้านสหกรณ์ใน ลักษณะนี้อีกหลายแห่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ โดยจัดตั้งขึ้น ทั้งในส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจ และส่วนของประชาชน
             การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทยก็คือการควบสหกรณ์หาทุนเข้า
ด้วยกัน โดยทางราชการได้ออกพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เปิดโอกาสให้สหกรณ์หาทุนขนาดเล็กที่ ดำเนินธุรกิจ เพียงอย่างเดียวควบเข้ากันเป็นขนาดใหญ่สามารถขยายการดำเนินธุรกิจเป็นแบบอเนกประสงค์ซึ่งจะ
เป็นประโยชน์แก่สมาชิก ได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้สหกรณ์หาทุนจึงแปรสภาพเป็นสหกรณ์การเกษตรมาจนปัจจุบัน
            และในปี 2511 สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นสถาบันสำหรับให้การศึกษา แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับสถาบันสหกรณ์ต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ และความช่วยเหลือร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์สากลในด้านอื่นๆ ที่มิใช่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโดยมีสหกรณ์ ทุกประเภทป็นสมาชิก ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดประเภทสหกรณ์ไว้ 6 ประเภท ตามประกาศ กฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2516 ประกอบด้วยสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และสหกรณ์บริการ
            ซึ่งนับแต่สหกรณ์ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน ผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในธุรกิจ
ต่างๆ ได้สร้างความเชื่อถือเป็นที่ไว้วางใจของสมาชิกจนทำให้จำนวนสหกรณ์ จำนวนสมาชิก ปริมาณเงินทุน และผลกำไรของสหกรณ์ เพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 มกราคม 2542 ประมาณ 5,549
สหกรณ์ และสมาชิก 7,835,811 ครอบครัว การสหกรณ์ในประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ ต่อประชาชนที่ยากจนสหกรณ์จะเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ช่วยแก้ไขปัญหาในการประกอบ
อาชีพ และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

           สหกรณ์ (Cooperatives) คือ "องค์การของบรรดาบุคคล ซึ่งรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจในการ
ดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกัน และควบคุมตามหลักประชาธิปไตย เพื่อสนอง ความต้องการ
(อันจำเป็น) และความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม"

 

             คุณค่าของสหกรณ์ (Cooperative Values) คือ "สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการ ช่วยตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรมและความเป็นเอกภาพ สมาชิกสหกรณ์ เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริต ความเปิด
เผย ความรับผิดชอบต่อสังคมและความ เอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์"

 

             หลักการสหกรณ์ (Cooperative Principles) คือ "แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้
คุณค่าของสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม " ซึ่งประกอบด้วยหลักการที่สำคัญรวม 7 ประการ กล่าวคือ
หลักการที่ 1
การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership)
 หลักการที่ 2
การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control)
หลักการที่ 3
การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (Member Economic Participation)
หลักการที่ 4
การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)
หลักการที่ 5
การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training and Information)
หลักการที่ 6
การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperatives)
หลักการที่ 7
การเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)

 

                 อุดมการณ์สหกรณ์ (Cooperative Ideology) จากความหมายของคำว่า "อุดมการณ์" ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นถ้อยคำที่แฝงด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่
                          (1) หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อ
                          (2) เป้าหมายที่ต้องการ
                          (3) วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
                 ประกอบกับความคิดที่ว่า "คำนิยาม" ควรจะต้องมีข้อความที่สั้นกะทัดรัด ประกอบด้วยถ้อยคำที่เป็น สารระสำคัญของเรื่องนั้นฯ (Key Words) เท่านั้น ที่ประชุมฯ จึงได้กำหนดนิยามของคำว่าอุดมการณ์สหกรณ์
ดังนี้ "อุดมการณ์สหกรณ์ " คือ ความเชื่อมั่นร่วมกันที่ว่าวิธีการสหกรณ์จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็น
ธรรมและสันติสุขในสังคมฯ

 

               วิธีการสหกรณ์ (Cooperative Methods) คือ " การร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจและ สังคมโดยใช้หลักการสหกรณ์ " ทั้งนี้ มีข้อสังเกตที่สำคัญจากที่ประชุม คือ จะต้องตระหนักว่าความสำเร็จของการร่วมมือ กันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสังคมเช่นว่านั้นจำเป็นจะต้องอาศัยหลักปฏิบัติอันเป็นวิธีการจัดการธุรกิจที่ดีประกอบ กับหลักการสหกรณ์ มิใช่อาศัยหลักการสหกรณ์เพียงอย่างเดียว

 


 ข้อมูลสหกรณ์

 สมาชิก  19,762 คน
 เงินฝาก  1,656 ล้าน
 ทุนเรือนหุ้น  4,209 ล้าน
 ทุนสำรอง  508 ล้าน
 
 


 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

 เงินกู้  6.75

 อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

 ออมทรัพย์  3.00
 ออมทรัพย์พิเศษ  3.75
 ประจำ 6 เดือน  4.50
 ประจำ 12 เดือน  4.75
 พิเศษ 24 เดือน  4.75
  รายละเอียด


สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด
51/25 ถ.โยธา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000